กบ

กบ เป็นอันดับของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอันดับหนึ่ง ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anura (/อะ-นู-รา/)

กบ
กบ มีรูปร่างโดยรวม คือ เป็นสัตว์ไม่มีหาง เพราะกระดูกสันหลังส่วนหางได้เชื่อมรวมเป็นชิ้นเดียวยาวกระดูกสันหลังลดจำนวนลงมาจากสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เพราะมีไม่เกิน 9 ปล้อง มีขาหลังยาวจากการยืดของกระดูกทิเบียกับกระดูกฟิบูลาและของกระดูกแอสทรากากัสกับกระดูกแคลลาเนียม โดยมีบางส่วนเชื่อมติดกันและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแรง เพื่อใช้ในการกระโดด มีส่วนหัวที่ใหญ่และแบนราบ ปากกว้างมาก

กบในระยะวัยอ่อนจะมีลักษณะแตกต่างไปจากตัวเต็มวัยอย่างชัดเจน เรียกว่า “ลูกอ๊อด” โดยมีรูปร่างคล้ายปลา มีส่วนหัวที่โตมาก มีหาง ไม่มีฟัน โดยในส่วนโครงสร้างของจะงอยปากเป็นสารประกอบเคอราติน หายใจด้วยเหงือกเหมือนซาลาแมนเดอร์ พฤติกรรมการกินอาหารของลูกอ๊อดจะแตกต่างกันไป

โดยอาจจะกินแบบกรองกิน หรือ กินพืช และ กินสัตว์ เมื่อเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวเต็มวัยจึงเปลี่ยนลักษณะการกิน รวมทั้งเปลี่ยนสภาพโครงสร้างของอวัยวะระบบย่อยอาหารรวมทั้งระบบอวัยวะอย่างอื่น ซึ่งการเปลี่ยนรูปร่างของกบนั้นจะต่างจากซาลาแมนเดอร์เป็นอย่างมาก

การสืบพันธุ์ของกบนั้นมีหลากหลายมาก ส่วนการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นภายนอกตัว โดยทั้ง 2 เพศมีพฤติกรรมกอดรัดกันระหว่างผสมพันธุ์ กบส่วนมากจะป้องกันดูแลไข่ นอกจากบางชนิดเท่านั้นที่เก็บไข่ไว้บนหลัง ที่ขา ในถุงบนหลัง หรือในช่องท้อง หรือบางชนิดวางไข่ติดไว้กับพืชน้ำที่เติบโตในน้ำหรือบนกิ่งไม้ของต้นไม้เหนือน้ำและเฝ้าไข่ไว้

การปฏิสนธิที่เกิดขึ้นภายในตัวจะพบเพียงกับกบบางชนิดเท่านั้น เช่น Ascaphus truei เป็นต้น และการเจริญของเอมบริโอภายในไข่และวัยอ่อนที่ออกจากไข่มีรูปร่างเป็นเหมือนตัวเต็มวัยเลย โดยไม่ผ่านขั้นการเป็นลูกอ๊อดเกิดขึ้นกับหลายสกุลในหลายวงศ์ อาทิ สกุล Hemiphractus และStefania เป็นต้น

กบ เป็นสัตว์ที่ถือกำเนิดมาแล้วราว 200 ล้านปีก่อน และเป็นสัตว์ที่อยู่รอดพ้นมาได้จากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาถึงเรื่องนี้ เชื่อว่า เพราะกบเป็นสัตว์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ได้อย่างเป็นดี และ เป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้ดีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศแบบใหม่ จากการศึกษาพบว่า กบในยุคปัจจุบันราวร้อยละ 88 เป็นกบที่มีที่มาจากอดีตที่สามารถย้อนไปไกลได้ถึง 66–150 ล้านปีก่อน

โดยศึกษาจากการตรวจสอบทางพันธุกรรมและเปรียบเทียบระดับยีนและโมเลกุลระหว่างกบในยุคปัจจุบัน และซากดึกดำบรรพ์ของกบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบว่า กบใน 3 วงศ์ คือ Microhylidae หรืออึ่งอ่าง, Natatanura ที่พบในทวีปแอฟริกา และHyloidea ที่พบในทวีปอเมริกาใต้ เป็นกบที่สืบสายพันธุ์มาจากกบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และปัจจุบันได้มีการสืบสายพันธุ์และแตกแขนงทางชีววิทยาไปทั่วโลก

ปัจจุบัน ได้มีการอนุกรมวิธานกบออกเป็นวงศ์ทั้งหมด 27 วงศ์ ใน 419 สกุล ปัจจุบันพบแล้ว กว่า 6,700 ชนิด นับว่าเป็นอันดับที่มีความหลากหลายมากที่สุดของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และก็ยังคงมีการค้นพบชนิดใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ประมาณ 60 ชนิดต่อปี โดยกบส่วนใหญ่จะพบในเขตร้อน โดยใช้หลักการพิจารณาจาก โครงสร้างกระดูก, กล้ามเนื้อขา, รูปร่างลักษณะของลูกอ๊อด และรูปแบบการกอดรัด เป็นต้น

ความสัมพันธ์กับมนุษย์

กบ ถือเป็นสัตว์ที่ผูกพันกับมนุษย์มาอย่างยาวนานแล้ว ในฐานะของสัตว์ที่มนุษย์กินเนื้อเป็นอาหาร จนเกิดเป็นความเชื่อและอยู่ในวัฒนธรรมของชนชาติต่าง ๆ มากมาย เช่น ชนชาติไทมีความเชื่อแต่โบราณว่า ปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดจากกบอมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เรียกว่า “กบกินเดือน” หรือ “กบกินตะวัน” ต้องใช้การตีเกราะเคาะไม้ จึงจะยอมคาย และเป็นนิทานพื้นบ้าน ในเรื่อง “อุทัยเทวี”

ชาวจีนเชื่อว่า มีกบหรือคางคกที่มีลำตัวสีทอง และมี 3 ขา เรียกว่า “เซียมซู่” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และให้ผลในทางโชคลาภวาสนาแก่ผู้ที่บูชาสักการะ เช่นเดียวกับ “ปี่เซียะ”เป็นต้น ชาวจ้วง ชนพื้นเมืองทางภาคใต้ของจีนเชื่อว่า กบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ เมื่อฝนแล้ง ในพิธีขอฝน จะมีการเต้นรำด้วยการกางแขนกางขา ยกแขนสองข้างชูขึ้นฟ้า คล้ายกับกบ

ในขณะที่ในประเทศไทย กบหลายชนิดได้ถูกเลี้ยงเพาะขยายพันธุ์เพื่อการบริโภค เช่น กบนา (Hoplobatrachus rugulosus), กบทูด (Limnonectes blythii), อึ่งปากขวด (Glyphoglossus molossus) เป็นต้น ขณะที่หลายชนิดก็เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง

พบซากฟอสซิลของกบอายุ 99 ล้านปี

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วหลายตัวที่ฝังอยู่ในก้อนอำพันที่ได้จากประเทศเมียนมา ซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 99 ล้านปี ช่วยให้เบาะแส เกี่ยวกับโลกยุคดึกดำบรรพ์

ซากฟอสซิลของกบขนาดจิ๋วนี้ฝังอยู่ในก้อนอำพันมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์ โดยซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้นนี้ เผยให้เห็นความเป็นไปของโลกในช่วง ที่สัตว์เหล่านี้วิวัฒนาการมาเป็นกบและคางคกในเขตป่าฝน

ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ถือว่าอำพันจากเมียนมา ซึ่งข้างในมี ผิว, เกล็ด, ขน, หนังของสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตทั้งตัวฝังอยู่ เป็นขุมสมบัติอันล้ำค่า

ดร ลี่ต๋า สิง จากมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่งกล่าวว่าเป็นการค้นพบอัน “มหัศจรรย์” เขาบอกกับบีบีซีว่า “ในจีนนั้นถือว่า กบ, กิ้งก่า และแมงป่อง เป็นทรัพย์อำพัน 3 อย่าง”

“ฟอสซิลอำพันเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ากบเหล่านั้นเคยอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้น ก่อนที่จะเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเซียส”

ซากฟอสซิลของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในยุคแรกที่สุดเป็นสิ่งที่หายากมาก ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์

ดร เดวิด แบล็กเบิร์น จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ซึ่งศึกษาฟอสซิลเหล่านี้ ร่วมกับ ดร สิง กล่าวว่า ความที่กบมีขนาดเล็ก และ ยังอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อน ทำให้ “แทบจะไม่มีโอกาส” กลายเป็นซากฟอสซิลเลย

เขาบอกด้วยว่า”กบเป็นสัตว์ที่พบอยู่ทั่วไปบนโลกเป็นเวลาราว 200 ล้านปี” เขากล่าว “แต่ว่าพวกมันอยู่ในแถบป่าชื้นนานแค่ไหน เพิ่งจะเป็นปรากฏการณ์เมื่อไม่นานมานี้ หรือตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ หากดูซากฟอสซิลของกบในอำพันเหล่านี้บ่งชี้ว่าน่าจะย้อนกลับไปอย่างน้อย ๆ ก็ราว 100 ล้านปีก่อน”

เบาะแสใหม่

ซากฟอสซิลทั้ง 4 ชิ้น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในป่าในยุคครีเทเซียส ในบริเวณที่เป็นรัฐคะฉิ่นของเมียนมา ในปัจจุบัน

นอกจากกบ ซึ่งนักวิจัยได้ตั้งชื่อว่า อิเล็กโทรรานา ลิโมอา (Electrorana limoa) พวกเขายังพบพืช, แมงมุม และแมลงอีกหลายชนิด และแม้กระทั่งหอยทะเล ซึ่งชี้ว่ากบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระบบนิเวศแบบป่าเขตร้อน, อบอุ่น, ชื้น ที่มีทะเลสาบน้ำจืด

ดร ริการ์โต เปเรซ-เด-ลา ฟูเอนเต จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งไม่ได้อยู่ในทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า การค้นพบใหม่ทุกครั้งไม่ต่างจากการเติมชิ้นส่วนลงในภาพปริศนา

“กบสายพันธุ์ใหม่นี้ ถือเป็นชิ้นส่วนของภาพปริศนาอันน่าตื่นเต้น นักล่าแมลงฟอสซิลตัวฉลาจนี้เป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนร่วมงาน กำลังสนใจศึกษาอย่างยิ่ง” เขากล่าว

อิเลกโทรรานา (Electrorana) มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับกบและคางคกในยุคสมัยใหม่ รวมถึงคางคกท้องไฟ (fire-bellied toads) และ คางคกหมอตำแย (midwife toads)

การเพาะเลี้ยงกบ

ชนิดของกบที่นำมาเพาะเลี้ยง

มี 2 ชนิด ได้แก่ กบนา เป็นกบพื้นเมืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hoplobatrachus rugulosa และ กบบูลฟร็อก ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rana catesbeiana กบนาหรือกบพื้นเมือง พบอาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติของ ทุกภาคในประเทศไทย ลักษณะผิวด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ ผิวหนังขรุขระมีรอยย่น ที่ริมฝีปากมีแถบดำ ใต้คางมีจุดดำ หรือแถบลายดำ เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนัก 200 – 400 กรัม

กบนาตัวเมีย มีขนาดโตกว่าตัวผู้ ตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์ท้องจะมีลักษณะอูมเคลื่อนไหวช้าและข้างลำตัวจะมีตุ่มเมื่อคลำดูมีลักษณะ สากมือ ตุ่มที่ด้านข้างลำตัวแสดงถึงความพร้อมของตัวเมีย กบนาตัวผู้ มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย มีน้ำหนัก 150 – 250 กรัม

เมื่อโตเต็มที่และพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะมองเห็นถุงเสียง (vocal sac) เป็นรอยย่นสีดำที่ใต้คาถุงเสียงเกิดจากการที่กบนาตัวผู้ส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้พร้อมที่จะผสมพันธุ์ในช่วงนี้ลำตัวจะมีสีเหลือง นิ้วเท้าด้านหน้าจะมีตุ่มที่ขยายใหญ่ขึ้น มองเห็นได้ชัดเจน ตุ่มมีประโยชน์ในการใช้เกาะตัวเมียและตุ่มนี้จะหายไปในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์

กบบูลฟร็อกหรือกบกระทิง กบบูลฟร็อก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา ลักษณะลำตัวด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาล และมีจุดประทั่วลำตัว ทีขามีลายพาดขวาง ผิวมีลักษณะเรียบลื่นกว่ากบนา

ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สื่อที่เกี่ยวข้อง : สิงโต
วาฬเพชฌฆาต